พ่อสอนลูกรวย

 
                                        พ่อสอนลูกรวย

      หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีมีผู้อ่านมากที่สุดในปี 2004 มีแง่คิดมากมายสำหรับผู้อยากทำธุรกิจ

เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมคนบางคนถึงรวยขึ้น และมีเวลามากขึ้นในการที่จะทำสิ่งที่ตนเองชอบ สิ่งที่ตัวเองรัก

แต่คนบางคนกลับต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เครียด และไม่มีความสุข แย่ยิ่งกว่านั้น

คนบางคนทำงานหนักชั่วชีวิต และจบลงด้วยหนี้สินรุงรัง

     ทัศนคติที่แตกต่างระหว่างระหว่างคนรวยกับคนจน

     คนจนมักคิดว่า ฉันคงทำไม่ได้หรอก แต่คนรวยจะคิดว่า ฉันจะทำมันได้อย่างไร

      ความแตกต่างระหว่างพ่อรวย กับพ่อจนมีดังนี้ค่ะ

 

พ่อจน

พ่อรวย

ความรักเงิน  เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย

การขาดเงิน  เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย

คนรวยควรเสียภาษีมากๆ เพื่อช่วยคนจน

ภาษีทำโทษคนขยัน  ให้รางวัลคนขี้เกียจ

เรียนมากๆ  จะได้ทำงานกับบริษัทที่มั่นคง

เรียนมากๆ จะได้ซื้อบริษัทที่มั่นคง

พ่อไม่รวย  เพราะพ่อมีลูก

พ่อต้องรวย  เพราะพ่อมีลูก

ห้ามพูดเรื่องเงินตอนทานข้าว

ชอบคุยเรื่องเงินตอนทานข้าว

เรื่องเงินทองต้องปลอดภัยไว้ก่อน

ต้องรู้จักวิธีจัดการกับความเสี่ยง

บ้าน  เป็นการลงทุนและทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุด

บ้าน  เป็นหนี้สินที่ใหญ่ที่สุดและไม่ใช่การลงทุน

พ่อ ไม่ทำงานเพื่อเงิน

เงิน ทำงานให้พ่อ

ประหยัดทุกบาททุกสตางค์เพื่อสะสมเงิน

ใช้ทุกบาททุกสตางค์เพื่อการลงทุน

สอนวิธีเขียนประวัติส่วนตัวอย่างไร  จึงจะได้งานทำ

สอนวิธีเขียนแผนธุรกิจอย่างไร  จึงจะสร้างงาน

ชาตินี้  ไม่มีวันรวยแน่

คนรวย  เขาไม่ทำกันอย่างนั้นหรอก

เงิน  ไม่ใช่สิ่งสำคัญ

เงิน  คืออำนาจ

เรียน  เพื่อทำงานให้ได้เงินเดือนสูงๆ

เรียน  เพื่อรู้วิธีใช้เงินทำงานให้เรา

 

 

 

 

    คนส่วนใหญ่มักสอนลูกให้เรียนให้เก่ง เพื่อที่จะได้ทำงานในบริษัทดีๆ หมายถึงไปเป็นลูกจ้าง

แต่คนอีกส่วนหนึ่ง หวังให้ลูกเรียนให้มีความรู้ ทำงานเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งเพื่อลงทุนทำธุรกิจ

กำหนดรายได้เอง เป็นนายตัวเอง และคิดว่ารายได้ประจำไม่มั่นคง เพราะถูกควบคุมโดยนายจ้างหรือบริษัท

     คำว่า เงินสี่ด้าน ในหนังสือเล่มนี้หมายถึงที่มาของรายได้ของคนสี่ประเภทอันได้แก่ E (Employee)-ลูกจ้าง,

S (Self-employed)- ธุรกิจส่วนตัว, B (Business Owner)-เจ้าของกิจการ, I (Investor)-นักลงทุน

และถ้าเราเขียนกากบาทลงเพื่อแบ่งคนทั้งสี่ออก ก็จะแบ่งคนทั้งสี่ออกเป็นดังนี้คือ

“คนด้านซ้าย”ได้แก่พวก E กับ S และ “คนด้านขวา” ได้แก่พวก I กับ B

       หนังสือเล่มนี้จะบอกว่า ค่านิยม นิสัย และความคิด ของคนด้านซ้าย ทำไมจึงแตกต่างจากคนด้านขวา

และท้ายสุดจะบอกวิธีการที่จะสอนให้เราก้าวข้ามจากการเป็นคนด้านซ้ายไปสู่คนด้านขวา และสำหรับคนที่

อยู่ด้านขวาอยู่แล้วคุณจะรู้ว่า คนด้านขวา ก็มีอีกหลายระดับ วิธีคิดของคนด้านซ้ายต่างจากคนด้านขวาอย่างไร

นิทานเรื่องหนึ่งในหนังสือเล่มนี้จะอธิบายเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

        ตัวอย่างรูปธรรมที่ให้คติและสนุกควบคู่กันไปคือ เรื่องในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านจะขาดน้ำ

หากฝนไม่ตก กรรมการหมู่บ้านจึงประกาศหาคนรับจ้างขนส่งน้ำมาให้คนในหมู่บ้านใช้ ชายหนุ่มสองคนเสนอตัว

รับทำงานนี้ กรรมการตกลงทำสัญญากับชายทั้งสอง โดยหวังว่าเขาสองคนจะได้แข่งขันกันทำงานและรักษาราคา

       เอ็ด..ชายคนแรกรีบวิ่งไปซี้อกระป๋องตักน้ำมา 2 ใบ แล้วเริ่มตักน้ำจากลำธารมาใส่ถังคอนกรีตให้คนในหมู่บ้าน

ไว้ใช้ในทันที ทุกๆ เช้าเขาจะรีบตื่นก่อนคนอื่นๆ เพื่อดูแลให้มีนำ้ในถังเพียงพอสำหรับคนในหมู่บ้าน

       บิล..อีกคนที่ได้รับงานนี้ หายตัวไปเป็นเดือน ปล่อยให้เอ็ดดีใจในช่วงแรก เขาไปเตรียมเขียนแผนธุรกิจ

จัดตั้งบริษัทหาผู้ร่วมทุน จ้างผู้จัดการ และกลับมาพร้อมทีมงานก่อสร้างในหกเดือนต่อมา และใช้เวลาหนึ่งปี

สร้างท่อน้ำสเต็นเลสขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างลำธารเข้าหมู่บ้านในงานวันเปิดท่อขนส่งน้ำ

บิลประกาศว่าน้ำของเขาสะอาดกว่าน้ำของเอ็ด และสามารถทำให้ทุกคนมีน้ำใช้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงและทุกวัน

       สุดท้ายบิลประกาศว่าเขาจะเก็บค่าน้ำถูกกว่าเอ็ดร้อยละ 75 โดยที่ทุกคนจะได้น้ำคุณภาพดีกว่า

สิ้นเสียงบิลทุกคนปรี่กันเข้าไปที่ก็อกน้ำจากท่อที่บิลสร้าง มากกว่านั้น บิลปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อนำน้ำมากด้วยคุณภาพ

ปริมาณ สะอาด แต่ราคาย่อมเยาว์ไปเสนอให้แก่หมู่บ้านอื่น เขาคิดเงินแค่ถังละเพนนีเดียว 

น้ำไหลจากลำธารสู่แต่ละครัวเรือนทุกวี่ทุกวัน โดยที่บิลไม่ต้องไปทำงานเลย แต่เงินก็ไหลเข้าบัญชีของเขาอย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่เอ็ดต้องทำงานหนักต่อมาตลอดชีวิตพร้อมปัญหาการเงินที่อยู่คู่กับเขาจนวาระสุดท้าย

       แล้วคุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า “กำลังสร้างท่อ หรือลากถัง”?

       ถ้าต้องการที่จะเปลี่ยน ต้องเริ่มเปลี่ยน


       ถ้ากลัวที่จะผิดพลาด คุณจะไม่ได้ทำอะไรเลย


      ในโลกของธุรกิจคุณจะต้องเกิดข้อผิดพลาด เรียนรู้ประสบการณ์จากข้อผิดพลาด
     

       เหมือนเด็กที่หัดเดิน ล้มแล้วลุก แล้วเดินต่อ ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ก็จะลุกและเดินต่อ จนสามารถวิ่งได้ในที่สุด

ทุก ๆ คนเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

   พวกเราส่วนใหญ่คงเคยได้ยินว่า คนที่รู้จักตั้งเป้าหมายมักจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่มีเป้าหมาย 

การตั้งเป้าหมาย การเพิ่มรายได้เป็นสองเท่า  ซึ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จมากขึ้นในโลกของธุรกิจและการลงทุน

การเริ่มต้นก้าวแรก โดยใช้ก้าวเล็ก ๆ แทนที่จะกระโดดก้าวไกล มีวิสัยทัศน์และความต้องการระยะยาว 

ซึ่งก็คือการก้าวเดินโดยใช้ก้าวเด็กนั่นเอง ถ้าต้องการร่างกายที่แข็งแรง แทนที่จะก้าวกระโดด การตั้งเป้าเล็ก ๆ

ทำให้เราทำสำเร็จได้ไม่ยากและทำให้คุณรู้สึกอยากทำ เชื่อ เมื่อคุณทำได้คุณจะรู้สึกมีกำลังใจ

ทำสำเร็จโดยมีความเครียดน้อยลง จงฝันให้สูง คิดให้ไกล และค่อย ๆ ก้าวด้วยก้าวเล็ก

นั่นคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณข้ามจากด้านซ้ายมาด้านขวาได้สำเร็จ

     วิธีทำเงินของคนรวย

 

   ในชีวิตจริง  คนกล้ามักจะประสบความสำเร็จ  ไม่ใช่คนที่มีแต่ความฉลาด  

 

    ถ้าจะเก่งเรื่องเงิน  คุณต้องมีทั้งความรู้และความกล้า 

 

     ถ้าคุณมีความรูเรื่องเงิน คุณก็มีโอกาสจะเจริญก้าวหน้าไปอีกไกล แต่ถ้าคุณไม่รู้  โลกนี้จะเป็นโลกที่น่ากลัวสำหรับคุณ 

 

    เมื่อ 300 ปีก่อน เจ้าของที่ดินคือเจ้าของขุมทรัพย์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นเจ้าของโรงงานและการผลิต  

 

ในปัจจุบันเป็นยุคของการสื่อสารข้อมูลไร้พรมแดน  ใครมีข้อมูลมากที่สุดและทันสมัยที่สุดคือเจ้าของขุมทรัพย์ 

 

ใครๆก็รู้ว่าคนที่รวยที่สุดในโลกคือบิลเกตุเจ้าของไมโครซอฟ ถูกไหมคะ

“ การมีเงินมากๆ นั้น ไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักวิธีรักษาเงินให้อยู่กับเราตลอดไป 

“ คนรวยเพิ่มทรัพย์สิน คนชั้นกลางเพิ่มหนี้สินโดยเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สิน

“ ทรัพย์สินคือเงินใส่กระเป๋า หนี้สินคือเงินออกจากกระเป๋า 

 เครื่องวัดฐานะทางการเงินคือ ถ้าเราหยุดทำงานวันนี้ เราจะมีเงินประทังชีวิตต่อไปอีกนานเท่าใด 

อุปสรรค์ทางการเงินส่วนหนึ่ง  มาจากการที่เรายอมทำงานเพื่อคนอื่นตลอดชีวิต 

ถ้าไม่เอารายได้มาซื้อทรัพย์สิน  คุณก็จะยังคงไม่มีความมั่นคงทางการเงินอยู่ต่อไป 

 

รากฐานของคนชั้นกลางคือไม่กล้าเสี่ยง  ทำให้ยึดติดอยู่กับเงินเดือนและงานที่ทำอย่างเหนียวแน่น  

 

เพราะที่นั่นเขารู้สึกว่า ปลอดภัย’ 

 

   หลายคนไม่เคยคิดถึงข้อแตกต่างระหว่าง อาชีพ’  & ‘ธุรกิจ’ 

 

    พ่อรวยบอกให้ทำงานประจำไป แล้วค่อยๆ สร้างธุรกิจด้วยการลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้  

 

ทุกบาททุกสตางค์ที่ใส่ลงในช่องทรัพย์สินจงอย่าให้ไหลออกมา ให้เงินนั้นทำงานให้คุณ 

 

   เงินเล็กน้อย  ย่อมกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้  ถ้าคุณมีไหวพริบทางการเงิน 

 

             

          ไหวพริบทางการเงิน ประกอบด้วยทักษะ 4.ข้อใหญ่ๆ  ดังนี้

                

                1] ความเข้าใจ ความสามารถในการอ่านตัวเลข

                2] กลยุทธ์ในการลงทุน  ศิลปะในการใช้เงินทำงาน

                3] การตลาด  อุปสงค์ อุปทาน

                4] กฎหมาย กฎเกณฑ์  ความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎระเบียบทางบัญชี

       

        1>     ทำอย่างไร  จึงจะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

        2>     ทำอย่างไร  จึงจะได้เงินมาทำทุนโดยไม่ต้องกู้ธนาคาร

        3>     ทำอย่างไร  จึงจะได้คนฉลาดมาเป็นลูกจ้าง

 

ฝ่าฟันอุปสรรค

 

ต้องเอาชนะความกลัว ว่าจะต้องเสียเงินความกลัวโดยไม่มีเหตุผล ทำให้เรากลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ข้อเสีย 

 

พ่อรวยสอนให้พูดว่า ทำอย่างไรจึงจะซื้อได้’  ห้ามพูดว่า ไม่มีปัญญาซื้อ หากขาดความต้องการที่จะสร้างชีวิตให้ดีขึ้น  

โลกจะพัฒนาได้อย่างไร   ความรู้ทำให้ได้เงิน  ความไม่รู้ทำให้เสียเงิน  จงขวนขวายหาความรู้จากหนังสือ  หรือจากผู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ  หลายคนอยากรวย แต่เมื่อหันมามองความจริงเขากลับท้อแท้ และคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้

เป็นลูกจ้างขยันทำงานไปวันๆ ดูจะง่ายกว่าเยอะ  ถ้าพลังความอยากของคุณยังไม่แรงกล้าพอ  หนทางแห่งความเป็นจริงก็ยังอีกยาวไกล   ถ้าคุณขาดพลัง  ขาดความมุ่งมั่น อะไรๆ ในชีวิตก็กลายเป็นเรื่องยากไปหมด   คนฉลาดที่แท้จริง มักชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะนำความคิดจากหลายๆ ด้านมาวิเคราะห์ประกอบเป็นความคิดใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ 

 

        เคยเห็นไหมคะว่าเดี๋ยวนี้ สินค้าโบราณสมัยเก่า กลับขึ้นมาโดดเด่น ขายดีด้วย อีคอมเมริส์

 

หรือการตลาดทางอินเตอร์เนต ยกตัวอย่างเช่นสินค้า พวกโลหะ กัดกรดลงสี เคลือบเรซิน

 

คนสมัยนี้อยากจะจ้างทำก็ไม่รู้จะทำได้ที่ไหน ต้องค้นหาทางอินเตอร์เนต ลองโทรไปสอบถามดู

 

เป็นยุคของลูกๆแล้วค่ะที่มาทำกัน แถมยังพัฒนาเป็นสินค้าสวยเก๋ใช้ในองค์กรได้หลากหลายแบบอีกต่างหาก

 

       ทำไมเครื่องแฟกซ์ถึงไม่พัฒนา แต่ก่อนเคยได้ยินว่าจะมีแฟ็กซ์สีนะคะแต่ต้องพับโครงการไป

 

เนื่องจากผู้คนหันมานิยมใช้อีเมล์ จดหมายอิเลคโทรนิคแทนเพราะนอกจากจะส่งข้อความ ภาพ เสียงได้แล้ว

 

ยังฟรีอีกต่างหาก

 

 ขออ้างอิงถึง www.sanook.com เป็นเวปไดเรกทอรี่ที่เด็กหนุ่มนักศึกษารักสนุก รวบรวมข้อมูลมากมายใว้ในเวปไซด์

 

กลายเป็นเวปฮิตติดอันดับต้นๆของเมืองไทย เรียกว่าใครหัดใช้เนตแรกๆต้องเข้าเลยเวปนี้ เป็นที่หมายตาของต่างชาติ

 

เอ็มเวปขอซื้อไปด้วยมูลค่ากว่า100ล้านบาท จากเด็กหนุ่มธรรมดากลายเป็นเศรษฐี100ล้านในพริบตา

 

         ก็เลยจะบอกว่ามาถึงยุคลูกรวยสอนพ่อเล่นอินเตอร์ใครไม่เป็นต้องหัดใว้ ไม่งั้นตกยุคนะคะ.....

 

 

 

Visitors: 1,631,558